decoration decoration decoration
decoration
leaf leaf leaf leaf leaf
decoration decoration
4.1

Red velvet ปากแดงดุจกำมะหยี่ สวย เฉียบ เนี้ยบแบบ Taylor swift

ลิปสติกสีแดงเป็นสีลิปสติกยอดฮิตยอดนิยมของผู้หญิงทุกยุคสมัยไม่ว่าจะเป็นสาวน้อยหรือสาวใหญ่ต่างก็ชอบลิปสติกสีนี้กันทั้งนั้น เรียกได้ว่าจะกี่ปีต่อกี่ปีก็ไม่มีวันล้าสมัยไม่เคยตกยุคตกเทรนด์ เลย นับเป็นสีคลาสสิคที่บรรดาสาวๆทุกคนต้องมีไว้ในครอบครอง ทั้งนี้ก็เพราะลิปสติกสีนี้ทาแล้วให้ภาพลักษณ์ของสาวสวยที่ดูเปรี้ยว มาดมั่น เก๋ไก๋ ดูหรูหรา ดูเย้ายวนใจและมีความเป็นทางการในคราวเดียวกันเหมาะจะแต่งได้ทั้งไปงานปาร์ตี้กลางคืนและแต่งไปทำงานได้ในชีวิตประจำวันเรียกได้ว่าเป็นสีลิปสติกที่เข้าได้กับทั้งชุดราตรีและชุดทำงานเลยทีเดียว

และเรื่องที่เราจะกล่าวถึงกันวันนี้แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องการแต่งหน้าและเทรนด์การแต่งหน้าที่เราจะเอามาสอนคุณสาวๆกันก็คือ ลุคปากแดงแซ่บๆแต่งแล้วสวยเว่อร์แบบเทเลอร์ สวิฟท์ นักร้องสาวแนวคันทรี่ขวัญใจใครหลายๆคนนั่นเอง ลุคนี้เรียกว่าเป็นลุคประจำตัวของสาวเทย์เทย์เลยก็ว่าได้ แต่งไปทุกงานก็เจิดทุกงาน เอาล่ะเรามาดูกันดีกว่าถ้าจะแต่งลุคนี้ให้สวยเหมือนเทย์เทย์ต้องใช้อะไรบ้าง

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

1.รองพื้น จะเลือกใช้แบบน้ำหรือแบบเนื้อครีมก็แล้วแต่ความชอบระวังโทนสีด้วยนะเลือกให้เข้ากับสีผิวของเราไม่งั้นทาแล้วจะหน้าลอยได้

2.แป้งโปร่งแสง ใช้ปัดเพื่อช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้นหลังจากรองพื้นเซ็ตตัวแล้ว

3.บลัชออนสีส้มอ่อนมีประกายละเอียดหรือสี rose gold เพื่อให้แก้มดูเปล่งปลั่งขับผิวให้ดูสดใส

4.ดินสอเขียนคิ้วหรือมาสคาร่าปัดคิ้ว เลือกเฉดสีที่อ่อนกว่าสีผมสักสองเฉดดูสีที่ไม่เข้มจนเกินไปเพราะลุคปากแดงแบบเทย์เทย์นี้จุดเด่นอยู่ที่สีปากถ้าสีคิ้วเข้มจะแย่งซีนกันจนเกินไป

5.พาเลทอายแชโดว์สี Natural tone ควรมีสีโทนน้ำตาลหลายๆเฉดเพื่อคัดเบ้าให้ดวงตาดูสวยเป็นประกายสวยงาม

6.มาสคาร่า เลือกสีดำสนิทเพื่อช่วยให้ขนตาดูหนาฟูมากยิ่งขึ้น

7.อายไลเนอร์ เช่นเดียวกับมาสคาร่าคือเลือกใช้สีดำสนิท

8.ลิปสติกสีแดงสด เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างแน่นอนเพราะเป็นหัวใจหลักของการแต่งหน้าลุคนี้เลย ให้ใช้ลิปสติกแบบเนื้อครีมกึ่งแมทที่มีความแน่นเนียนของเนื้อสีแบบลิปสติกเนื้อแมทแต่ชุ่มฉ่ำแบบลิปสติกเนื้อครีม ใครชอบแดงเฉดไหนก็เลือกเฉดที่ชอบเลยค่ะแต่ลุคแบบเทย์เทย์จะใช้เฉดสีแดงสดหน่อย

ขั้นตอนการรังสรรค์ความสวย

1.เริ่มแรกต้องปรับสภาพผิวให้เนียบเรียบพร้อมจะระบายสีสันลงบนใบหน้าเสียก่อนด้วยการทารองพื้นลงไปค่อยๆเกลี่ยให้เรียบเนียบโดนการใช้พัฟหรือฟองน้ำกดๆลงไปพยายามอย่าใช้นิ้วปาดเพราะจะทำให้เป็นคราบดูไม่เนียนกลืนไปกับผิว

2.หลังจากรองพื้นเริ่มเซตตัวให้ปัดแป้งโปร่งทับลงไปให้ใช้แปรงปัดแก้มปัดหรือใช้พัฟนุ่มๆกดย้ำๆเพื่อให้แป้งติดผิวได้ดียิ่งขึ้น

3.ค่อยปัดขนคิ้วระวังอย่าหนักมือจนเกินไป

4.คัดเบ้าดวงตาโดยใช้โทนสีน้ำตาลและทอง เสร็จแล้วกรีดอายไลเนอร์และปัดมาสคาร่าทับใครจะใช้ตัวช่วยอย่างขนตาปลอมเพื่อให้ตาสวยมากขึ้นก็สามารถใช้ได้นะจ๊ะแต่อย่าหนาฟูมากเดียวจะไปขัดกับลิปสีแดงที่เป็นจุดเด่นของการแต่งหน้าลุคนี้

5.ปัดแก้มลงไปให้ผิวดูโกลว์เป็นประกายสวยงาม อย่าหนักมือมากให้ผิวพอเป็นประกาย

6.ขั้นตอนสุดท้ายและท้ายที่สุดคือการทาปากสีแดงค่ะ

ค่อยๆ วาดไปทีละสเต็ปอย่างช้าๆ อย่าใจร้อน เพราะจะทาลิปสติกได้สวยหรือไม่สวยก็อยู่ที่ความใจเย็นด้วย เริ่มแรกให้วาดขอบปากก่อนด้วยดินสอวาดขอบปากหรือพู่กันทาปาก ค่อยๆทาลิปสติกสีแดงจากด้านในปากไล่ไปจนถึงขอบปากเกลี่ยให้เนียนอย่าให้ลิปสติกจับกันเป็นก่อนหรือตกร่องเวลาขยับปาก เก็บรายละเอียดให้เนี้ยบขึ้นด้วยการใช้แปรงปัดแป้งอัดแข็งแตะๆ รอบริมฝีปากเพื่อสร้างขอบปากให้ชัดเจน

สวยหยาดเยิ้มแบบคลาสสิคตามแบบฉบับความงามในอุดมคติของผู้หญิงทุกยุคสมัยเลย สาวๆผู้อ่านที่รักทุกท่านลองเอาไปแต่งกันดูนะคะรับรองว่าใครเห็นเป็นต้องเหลียวหลัง

5.1

แก้มฉ่ำบ่มแดด ลุคผิวหน้าแทนรับ summer

อะโล้ฮ่า ! ถึงหน้าร้อนทีไรสาวๆ หลายคนคงจะเริงร่าเป็นพิเศษที่จะได้มีโอกาสได้ไปพักร้อน ลองคิดถึงหาดทราย สายลม แสงแดด น้ำทะเลสีสวยเป็นประกายระยิบระยับยามต้องแสงตะวันดูสิว่าจะสวยงามขนาดไหนแล้วถ้าได้มีโอกาสไปนอนเกลือกกลิ้งบนหาดทรายสีขาวเนื้อละเอียดๆ สวมบิกินี่อาบแดดชิลล์ๆ ท่ามกลางลมโชยพัดแผ่วให้ผิวเป็นสีแทนคงจะวิเศษสุดๆไปเลยใช่ไหมล่ะ จัดเตรียมบิกินี่สำหรับเที่ยวทะเลกันแล้วก็อย่าลืมจัดเตรีมเมคอัพกันนะตัวเธอ ถึงจะไปอาบแดดก็จะหน้าตาซีดเซียวจืดชืดเป็นไก่ต้มไม่ได้ต้องแต่งให้เข้ากับธีมหน้าร้อน สดใสและสไตล์เมคอัพที่เราจะเอามานำเสนอกันวันนี้คือ แก้มฉ่ำบ่มแดดรับซัมเมอร์ ที่ทำให้ผิวดูเป็นประกายฉ่ำสีแทนสวยเข้ากั๊นเข้ากันกับชุดบิกินี่สีสด รับรองว่าจะต้องถูกใจสาวๆ แน่นอน ไปดูสิ่งที่ต้องเตรียมกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

อุปกรณ์ในการแต่ง

1.รองพื้น

ลุคนี้เราจะใช้รองพื้นสองเฉดคือเฉดสีอ่อนที่เข้มกว่าสีผิวของเราหนึ่งเฉดและเฉดสีเข้ม ที่เข้มกว่าผิวสักสองเฉดโดยเฉดสีเข้มจะใช้ทาบริเวณกรอบหน้าเพื่อสร้างแสงเงาให้กับใบหน้า และเพิ่มความเป็นสีแทนให้เหมาะกับหน้าร้อน

2.ฟองน้ำรูปไข่

สำหรับใช้เกลี่ยรองพื้นให้เนียนเสมอกันไม่เป็นคราบ ฟองน้ำแบบนี้มีหลายแบบหลายรูปทรงและหลายราคา ให้เลือกแบบที่เนื้อแน่นๆไม่มีรูพรุนมากจนเกินไปจะได้ไม่กินเนื้อรองพื้น ประสิทธิภาพในการเบลนก็ดีด้วยจ้า

3.ดินสอเขียนคิ้ว

เลือกใช้สีน้ำตาลเข้มและดำค่ะหรือสีที่เข้ากับสีผมมากที่สุด

4.อายไลเนอร์

ควรใช้แบบปากกาหัวแหลมเพราะลุคนี้เน้นกรีดแบบชิดขอบตาไม่ตวัดหาง ใช้อายไลเนอร์สีดำหรือน้ำตาลเข้มค่ะ

5.มาสคาร่า

เน้นขนตางอนยาวสวยแบบธรรมชาติแต่ไม่เน้นความฟูมากนัก

6.พาเลทอายแชโดว์โทนสีน้ำตาล

แก้มบ่มแดดก็ต้องเข้าคู่กับตาสีน้ำตาลเพื่อให้เหมาะกับลุคร้อนๆ สุดเซ็กซี่ ในพาเลทนี้จะต้องประกอบไปด้วยสีขาวมุก สีน้ำตาลอ่อน และสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งเป็นสีหลักๆที่จะใช้ในการแต่งตา

7.บรอนเซอร์

มาถึงเครื่องสำอางชิ้นสำคัญของลุคนี้คือบรอนเซอร์ที่เป็นไอเทมเด็ด แก้มจะสวยเด่นหรือไม่อยู่ที่บรอนเซอร์นี่ล่ะ ซึ่งบรอนเซอร์ที่ใช้จะต้องมีกลิตเตอร์สีทองละเอียดผสมอยู่เพื่อสร้างสีสันของผิวบ่มแดดจัดๆโดยที่ผิวหน้าไม่ต้องถูกทำร้ายจากแสงแดดจริงๆ

8.ลิปสติกโทนน้ำตาล

ประเภทลิปสติกที่ใช้จะใช้ลิปกลอสค่ะเพราะไม่เน้นการปกปิดแต่เน้นความฉ่ำวาวของริมฝีปาก

5.2

เริ่มขั้นตอนการแต่งหน้ากันเลย

1.แต้มรองพื้นสีอ่อนตามจุดต่างๆบนใบหน้าตามภาพคือ หน้าผาก ใต้ตา สันจมูกและคาง จากนั้นให้ใช้สีรองพื้นที่เข้มกว่าแต้มบริเวณพวงแก้ม ปีกจมูกและขมับเพื่อสร้างแสงและเงาบนใบหน้า ใช้ฟองน้ำรูปไข่ค่อยๆกดๆเบลนๆเนื้อรองพื้นให้เนียนเสมอกันไม่ทิ้งรอยเส้นขอบหรือคราบที่ทำให้เห็นความต่างของสีไว้

2.ใช้ดินสอเขียนคิ้วด้านที่เป็นแปรงปัดเส้นขนคิ้วให้เรียงตัวไปในทิศทางเดียวกันก่อนแล้วจึงค่อยๆวาดโครงเส้น วาดเสร็จแล้วก็ใช้แปรงเกลี่ยให้สีเสมอกัน

3.เริ่มลงสีอายแชโดว์ โดยลงสีขาวก่อนเป็นสีพื้นให้ทั่วเปลือกตา แตะสีน้ำตาลเข้มลงไปบริเวณเหนือรอยพับดวงตา

4.กรีดอายไลเนอร์ให้ชิดขอบตาเป็นเส้นบางๆ แต่ไม่ตวัดหาง แล้วปัดมาสคาร่าสัก 2-3 ครั้งเน้นให้ขนตาเรียงเส้นยาวสวย

5.มาถึงไฮไลท์สำคัญของลุคนี้คือการปัดบรอนเซอร์ ใช้แปรงหัวแบนๆทรงพัดแบบนี้ปัดลงไปบนบรอนเซอร์แล้วเอามาไล้ตรงโหนกแก้มจนแก้มมีประกายชิมเมอร์สีทอง

6.ตบท้ายด้วยการทาลิปสติกเป็นขั้นตอนสุดท้ายเพื่อให้ริมฝีปากฉ่ำวาวพร้อมเริงร่าท้าแดด

เสร็จสิ้นกระบวนการแล้วก็ถึงเวลาที่คุณสาวๆจะได้ไปท้าแดดกันให้สุดเหวี่ยง แต่ไม่ว่าจะชอบอาบแดดกันอย่างไรก็อย่าลืมทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนจะอยู่ท่ามกลางแสงแดดเพื่อป้องกันการทำลายผิวของรังสี UV จากดวงอาทิตย์มิฉะนั้นแล้วจากผิวแทนๆ สวยๆ ที่คาดหวังก็อาจจะกลายเป็นผิวคล้ำเสียไปได้ไม่รู้นะเออ

 

 

 

 

 

6.1

แต่งตา Smokey eyes แต่งเองก็ได้ง่ายจัง

เทรนด์การแต่งหน้าแบบ smokey eyes เป็นอีกเทรนด์การแต่งที่สาวๆ หลายคนชื่นชอบ เพราะแต่งแล้วดูสวยสง่าไฮคลาสสุดๆ แต่หลายคนก็กลัวแต่งแล้วเฟล กลัวจะออกมาเหมือนหมีแพนด้าบ้างล่ะไม่มีความมั่นใจในการแต่งเอาซะเลยไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรใช้สีอะไรแต่งดี ลุคสโมกกี้อายนี้มีการใช้โทนสีหลายสี เช่น สีน้ำตาลที่เป็นซอฟท์สโมคกี้อายดูเบาๆหน่อยแต่วันนี้ที่เราจะเอามาสอนกันคือลุคแบบ Classic smokey eyes ค่ะ แบบตาดำปากนู้ดดูเป็นสาวลึกลับน่าค้นหา วิธีการแต่งไม่ยากเลยแต่เป็นลุคที่แต่งจัดเต็มนิดนึงไปดูกันดีกว่าว่าต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง รับรองว่าต่อให้เป็นมือใหม่ก็แต่งได้ไม่มีปัญหา

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

1.รองพื้น

ใช้แบบน้ำหรือแบบครีมก็ตามแต่ระดับความต้องการปกปิดจัดได้เต็มที่เลยนะสาวๆ

2.ฟองน้ำสามเหลี่ยมหรือฟองน้ำรูปไข่

สิ่งนี้คือ อุปกรณ์ที่ช่วยเบลนรองพื้นให้กลมกลืนไปกับผิวหน้ามากกว่าการใช้นิ้วมือเกลี่ย

3.แป้งอัดแข็ง

ใช้เพื่อเซตรองพื้นให้อยู่ตัวมากขึ้นและเพิ่มความเนียนให้กับใบหน้า

4.ดินสอเขียนคิ้ว

ใช้สีเข้มๆเลยค่ะอย่างสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำเข้ม

5.ขนตาปลอม

เสน่ห์ของลุคนี้อยู่ที่ขนตาปลอมหนางอนงามเป็นแพนี่ล่ะที่จะช่วยขับให้การแต่งตาแบบสโมคกี้ดูเซ็กซี่มากขึ้น

6.พาเลทอายแชโดว์โทนสีดำ

โทนสีที่ต้องมีในพาเลทคือขาวมุกมีกลิตเตอร์ เทาอ่อน เทาเข้มและดำ

7.อายไลเนอร์

ใช้สีดำเพื่อความกลมกลืนกับสีอายแชโดว์

8.บรอนเซอร์

ใช้ปัดพวงแก้มเหมือนบลัชออนแต่จะให้ความสว่างกว่าเพราะมีกลิตเตอร์แบบละเอียดผสมอยู่

9.ลิปสติกสีนู้ด

ประเภทที่ใช้ต้องเป็นลิปสติกเนื้อแมทหรือเนื้อครีมเพื่อกลบสีปากเดิมให้มิดและจะใช้ลิปกลอสสีใสทาทับเพื่อความวาวของริมฝีปาก

มาเริ่มแต่งกันดีกว่า

1.อันดับแรกสุดคือต้องลงรองพื้นให้ทั่วใบหน้าก่อนโดยการใช้นิ้วแตะรองพื้น 5 จุด คือ หน้าผาก จมูก แก้มและคาง ใช้ฟองน้ำเบลนให้ทั่วใบหน้าจนเนียนแล้วเอาพัฟหรือฟองน้ำแตะแป้งอัดแข็งแล้วกดย้ำลงไปให้ผิวดูแน่น เนียนเสมอกัน

2.ใช้ดินสอเขียนคิ้ววาดโครงคิ้วให้ได้รูปแล้วใช้ด้ามแปรงปัดๆให้ดูเป็นธรรมชาติไม่ดูแข็งและหนา ค่อยๆปัดนะเดี๋ยวจะกลายเป็นอิคคิวซังเอาได้นะสาวๆ

3.เริ่มลงสีอายแชโดว์กันเลยให้ลงตามรูปแบบฟอร์มข้างล่างนี้เลยจ๊ะ ใช้สีขาวมุกทาตลบริเวณหัวตาและโหนกคิ้ว ใช้สีน้ำตาลเข้มทาตรงเหนือรอยพับตา และสีดำที่เข้มสุดตรงบริเวณเปลือกตาบน ค่อยๆ เบลนด์สีให้ดูสมูทเนียนกลืนไปด้วยกัน จากนั้นก็กรีดอายไลเนอร์ลงไปตวัดหางให้ดูเฉี่ยวตามรูปร่างของดวงตาแล้วติดขนตาปลอมลงไปเป็นขั้นตอนถัดมา

ภาพที่ออกมาจะเป็นแบบรูปข้างล่างค่ะ ตาสวยคม เฉี่ยว ดูลึกลับน่าค้นหาแต่เซ็กซี่ มีพลังและทรงเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน

4.ต่อมาก็ถึงขั้นตอนกการลงสีแก้มค่ะ ให้ใช้แปรงปัดบรอนเซอร์เอามาเทสกับหลังมือด้วยการปัดเบาๆดูว่าสีเข้มอ่อนแค่ไหนหากสีเข้าเกินไปก็ให้เคาะเอาฝุ่นบรอนเซอร์ออกก่อนจะทาลงบนแก้มเพราะถ้าหากสีอ่อนเรายังสามารถเติมสีได้นะคะแต่ถ้าเข้มนี่ลบยากทีเดียวค่อยๆ ปัดไล้ไปตามโหนกแก้มค่ะ ให้ทำปากจู๋ด้วยนะคะเวลาปัดจะได้ไล้ไปตามรูปแก้มได้ง่ายสีสันไม่กระจุกตัวอยู่ที่เดียว

5.ขั้นตอนที่ 5 คือการลงสีปากค่ะ ใช้ลิปสติกเนื้อครีมสีนู้ดค่อยๆวาดแล้วเติมเนื้อลิปให้เต็มพื้นที่ปาก หากใครชอบความแวววาวก็ทากลอสใสทับจะได้ลุคที่มีความแวววาวชุ่มฉ่ำมากขึ้นใครไม่ชอบก็ทาลิปสติกเพียวๆ เลยก็ได้จะดูครีมมี่ๆ สวยๆ เหมือนกันแบบนี้

สวยขาดบาดใจเลยทีเดียว ใครยังไม่เคยแต่งก็แต่งเลยนะคะอย่ากลัวที่จะแต่งถ้ามัวแต่กลัวไม่กล้าแต่งเราก็จะไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าอันงดงามอีกใบหน้าหนึ่งของเราที่ซ่อนเร้นอยู่รอให้เรารังสรรค์เติมแต่งสีสร้างศิลปะแห่งความงามให้เกิดขึ้น ถ้าอยากเห็นก็อย่ากลัวที่จะแต่งค่ะ จริงไหม?

ใครมีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็ง เข้ามาคุยกับ หมอสมหมาย ทองประเสริฐ สมุนไพรรักษามะเร็ง หมอสมหมาย

หมอสมหมายรักษามะเร็ง

 

8.1

แต่งหน้าโทนส้มยังไง ให้แบ๊วใสๆ แบบสาวเกาหลี

8.1

การแต่งหน้าโทนสีส้มนับเป็นโทนสีที่มาแรงอีกโทนสีหนึ่ง เพราะแต่งแล้วจะช่วยให้ผิวหน้าสว่างดูอ่อนวัยลงนั่นเอง เทรนด์นี้เป็นที่นิยมมากในหมู่สาวเกาหลีแล้วส่งอิทธิพลให้สาวไทยชื่นชอบด้วยเช่นกัน หลักง่ายๆ ในการแต่งคือใช้โทนส้มทั้งหน้าไม่มีสีอื่นผสมจึงง่ายต่อการแต่งวันนี้เราก็เลยนำลุคโทนสีพีชนี้มาให้สาวๆ ลองเอาไปแต่งตามกัน ไปดูอุปกรณ์กันดีกว่าว่าจะใช้อะไรบ้าง

1.รองพื้น ใช้แบบนี้เพื่อความบางเบาไม่ปกปิดหนามากนัก เลือกสีสว่างใกล้เคียงกับสีผิว

2.ฟองน้ำสามเหลี่ยม เพื่อเบลนรองพื้นให้เนียนขึ้น

3.แป้งฝุ่น ใช้เพื่อเซตรองพื้นให้อยู่ตัวไม่เปรอะไหลเป็นคราบระหว่างวัน

4.ดินสอเขียนคิ้ว ใช้สีน้ำตาลเข้มเพื่อให้คิ้วดูซอฟท์ลงเข้ากับโทนสีส้ม

5.มาสคาร่า ใช้สีดำสนิทเน้นปัดเพื่อให้ขนตางอนยาว

6.อายไลเนอร์ เช่นเดียวกับมาสคาร่าคือใช้สีดำสนิท ลุคนี้จะกรีดตาแบบตวัดหางเพื่อความน่ารัก อายไลเนอร์ที่เหมาะจึงควรใช้แบบน้ำเพื่อความลื่นไหลในการกรีด

7.อายแชโดว์สีส้ม ควรมีสีส้มอ่อนไว้นิดนึงแล้วก็สีส้มเข้ม ใช้เพียงสองสีก็เพียงพอแล้วสำหรับลุคนี้

8.ไฮไลท์เนื้อครีม ใช้เพื่อไฮไลท์ผิวหน้าให้สว่างขึ้นควรเป็นเนื้อกลิตเตอร์ละเอียด

9.บลัชออนสีส้ม ใช้สีส้มสดแบบไม่มีกลิตเตอร์ สีอาจดูแรงแต่เวลาใช้แตะนิดเดียวพอค่ะ

10.ลิปสติกสีส้มอ่อน สีครีมส้มอ่อน ทาแล้วดูหวานแหววคิกขุเป็นที่สุด

11.ลิปกลอสสีส้ม เติมความแวววาวให้กับริมฝีปากกอีกสักเล็กน้อยด้วยกลอสสีพีชหลังลงลิปสติกเนื้อครีมเรียบร้อยแล้ว

8.2

ขั้นตอนการแต่ง

1.แต้มรองพื้นให้ทั่วใบหน้าแล้วใช้ฟองน้ำเกลี่ยให้ทั่วไม่ให้หลงเหลือเป็นคราบทิ้งไว้ กดย้ำๆ ให้สีสม่ำเสมอกันลุคนี้ไม่เนความเนี้ยบเนียนมากนักเน้นความบางเบาเป็นธรรมชาติ

2.ลงอายแชโดว์ลงไปจากหัวตาไปสู่หางตา โดยทาสีส้มอ่อนที่หัวตาและส้มเข้มที่หางตา จากนั้นกรีดอายไลเนอร์ลงไปตวัดหางเล็กน้อยพองามแล้วปัดมาสคาร่า

3.ปัดแก้มโดยแตะแปรงบนบลัชออนสีส้มแล้วนำมาแตะตรงพวงแก้ม อย่าหนักมือแตะบลัชเยอะเดี๋ยวสีแก้มจะดูส้มเกินไปไม่สวย

4.แตะไฮไลท์สีขาวมุกตรงบริเวณสันจมูกเพื่อความสว่างบนใบหน้า หน้าจะได้ไม่ดูกลมและแบนจนเกินไป

5.ลงลิปสติกบนริมฝีปากแล้วตามด้วยกลอสใสเพื่อความชุ่มชื้นและแวววาวมากขึ้น

นับเป็นอีกหนึ่งลุคแต่งง่ายที่ประหยัดเวลาไปได้มากทีเดียว ความสว่างของโทนสีส้มยังช่วยขับให้ผิวดูซอฟท์เนียนใสอ่อนกว่าวัย  เป็นอีกหนึ่งลุคดีๆ ที่อยากให้ทุกคนลองแต่งตามดูค่ะ

 

 

9.1

แต่งหน้าฝึกได้ง่ายๆ สำหรับผู้เริ่มต้น

ผู้หญิงทุกคนล้วนมีนิสัยรักสวยรักงามกันเป็นเรื่องปกติชอบที่จะแต่งตัวดูแลผิวพรรณและรูปร่างของตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ หลายคนชอบที่จะแต่งหน้าเพื่อให้ใบหน้าดู สวยงาม ชวนมองแต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไรดี เครื่องสำอางที่ใช้ควรเลือกอย่างไร เครื่องสำอางที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง มีกี่ชนิด หน้าตาเป็นแบบไหนและแต่ละอย่างมีหน้าที่อย่างไร? ทุกคำถามทุกข้อสงสัยเรามีคำตอบและจะสอนคุณผู้หญิงที่แต่งหน้าไม่เป็นเลยให้สามารถแต่งหน้าได้ทันทีหลังอ่านบทความนี้จบ

1.รองพื้น

รองพื้นจัดเป็นเครื่องสำอางที่อยู่ในหมวดเครื่องสำอางที่ใช้ปรับสภาพผิวหน้าเพื่อให้ผิวหน้าเนียนเรียบพร้อมจะลงสีสันต่างๆ รองพื้นมีหลายชนิดสามารถแบ่งแยกย่อยออกได้ดังนี้

– รองพื้นชนิดครีม มีเนื้อเข้มข้นมากที่สุด เป็นของเหลวหนืดๆให้ประสิทธิภาพในการปกปิดสูง แต่เนื้อหนาและหนักเหมาะจะใช้แต่งในลุคที่ต้องการความเนี้ยบมากๆ

– รองพื้นชนิดน้ำ มาในบรรจุภัณฑ์แบบขวดอาจจะเป็นได้ทั้งขวดแก้วหรือขวดพลาสติก มีลักษณะเนื้อเป็นของเหลวข้นๆ ประสิทธิภาพในการปกปิดปานกลางถึงดีเยี่ยม ให้สัมผัสที่เบาสบายไม่หนักหน้าแตกต่างจากชนิดครีมที่มีเนื้อหนากว่า

– แป้งผสมรองพื้น จะเรียกว่ารองพื้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียวเพราะเป็นการรวมเอาแป้งมาผสมกับรองพื้นแล้วอัดแข็งลงตลับทำให้สามารถประหยัดเวลาในการแต่งหน้าให้น้อยลงได้ แต่ความเรียบเนียนไม่เท่าลงรองพื้นจริงๆเหมาะจะใช้เติมหน้าระหว่างวันมากกว่า

2.คอนซีลเลอร์

จัดเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่หมวดเดียวกับรองพื้นคือหมวดที่ใช้ปรับสภาพผิวหน้า คอนซีลเลอร์มีหน้าที่คือใช้ในการปกปิดร่องรอยต่างๆ เช่น รอยคล้ำรอบดวงตา รอยดำรอยแดงจากสิว ฝ้า กระต่างๆ มีหลายสีสันขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของผู้ใช้

3.แป้งฝุ่น

คือผลิตภัณฑ์แป้งที่ไว้ใช้เซตรองพื้นให้อยู่ตัว แป้งฝุ่นมีหลายสี เช่น สีเหลือง สีชมพู สีเนื้อ แล้วแต่สีผิวของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ยังมีแป้งฝุ่นชนิดทรานสลูเซ้นต์โปร่งแสงที่ทาแล้วจะไม่เห็นเป็นสีใดๆ

4.ดินสอเขียยนคิ้ว

มีหลายสี ใช้สำหรับเขียนคิ้วให้มีรูปทรงที่สวยงามมากยิ่งขึ้น ในการเลือกสีสันควรเลือกสีที่มีความใกล้เคียงกับสีผมให้มากที่สุด หากสีอ่อนเกินไปหรือเข้มจนเกินไปจะทำให้ดูลอยๆไม่เขากับองค์ประกอบอื่นๆของใบหน้า

5.อายไลเนอร์

อายไลเนอร์มีหลายแบบหลายชนิด ได้แก่ แบบน้ำ แบบดินสอ แบบปากกาและแบบเจล มีหน้าที่การใช้งานคือใช้กรีดเป็นเส้นรอบดวงตาเพื่อตกแต่งดวงตาให้มีความสวยงามมากยิ่งขึ้น สร้างลุคให้ดวงตามีดูแตกต่างกันทั้ง น่ารัก หวาน คมเฉี่ยวและเซ็กซี่ อายไลเนอร์มีหลากหลายสีสันต่สีที่เป็นที่นิยมคือสีน้ำตาลเข้มและสีดำ

6.มาสคาร่า

มาสคาร่าเป็นเครื่องสำอางที่ใช้ตกแต่งขนตามักจะมาในบรรจุภัณฑ์ทรงกระบอก ใช้ปัดเพื่อเพิ่มความยาวหรือความหนาให้กับขนตาเพื่อเพิ่มความสวยงามให้มากยิ่งขึ้น สีที่นิยมใช้คือสีน้ำตาลและสีดำ

7.อายแชโดว์

จัดอยู่ในหมวดเครื่องสำอางที่ใช้สร้างสีสันมีสีสันหลากหลายมักมาในบรรจุภัณฑ์เป็นตลับหลายๆสี มีหน้าที่การใช้งานคือใช้ทาบริเวณเปลือกตาเพื่อความสวยงาม อายแชโดว์มี 2 ชนิดคือเนื้อครีมและเนื้อฝุ่น

8.บลัชออน

บลัชออนเป็นเครื่องสำอางที่จัดอยู่ในหมวดสร้างสีสันเช่นเดียวกับอายแชโดว์ มีสีสันหลากหลาย เช่น สีชมพู สีส้ม สีทอง สีน้ำตาลใช้ปัดบริเวณพวงแก้มเพื่อให้พวงแก้มสวยงามดูมีสีสันมากขึ้นไม่ซีดเซียว

9.ลิปสติก

ลิปสติกมีหลายชนิด หลายรูปแบบ หลากหลายสีสันแยกออกเป็นประเภทได้คือ

– ลิปสติกเนื้อแมท

– ลิปสติกเนื้อครีม

– ลิปสติกเนื้อเชียร์

– ลิปกลอส

ซึ่งแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป หน้าที่ของลิปสติกคือใช้เคลือบริมฝีปากให้เป็นสีสันต่างๆเพื่อสร้างความสวยงาม

รู้จักกับเครื่องสำอางกันไปแล้วก็ต้องมารู้จักกับอุปกรณ์ที่ใช้แต่งแต้มสีสันกันต่อนั่นคือแปรงแต่งหน้า แปรงแต่งหน้ามีหลายขนาดมากเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน มีหน้าตาดังต่อไปนี้

1.แปรงแต่งตา ใช้ทาสีอายแชโดว์ลงบนเปลือกตามีหลายรูปทรง

2.แปรงปัดแก้ม มีลักษณะเป็นพุ่มกลมๆ ใช้ลงสีบลัชออนที่พวงแก้ม

3.แปรงทาลิปสติก มีลักษณะเป็นพู่กันเรียวเล็กใช้ทาสีลิปสติกเพื่อเก็บรายละเอียดให้สวยงาม

ใครที่ยังเริ่มต้นไม่ถูกก็ลองเริ่มต้นดูนะคะ การแต่งหน้าไม่ยากอย่างที่คิดแค่เริ่มต้นและเรียนรู้ก็จะรู้สึกสนุกไปกับมันค่ะ

10.1

แต่งหน้าเหมือนไม่แต่งหน้า แต่งยังไงล่ะมาดูกัน

ผู้ชายหลายคนชอบพูดว่าไม่ชอบผู้หญิงแต่งหน้า อ้าวแล้วถ้าเราผิวหน้าไม่ได้ดูดีขาวเนียนใสมาแต่เกิดล่ะจะทำไงดี  จะเดินหน้าโล้นๆ เปลือยๆ เดินควงแขนพ่อยอดขมองอิ่มก็ไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย ไม่มีปัญหา วันนี้เรามีเรื่องดีๆจะมาแนะนำนั่นคือ ‘การแต่งหน้าหลอกผู้ชาย’ ค่ะ

หลอกยังไงล่ะ??  ก็แต่งหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติ เนียนๆ สวยๆ ไม่โบ๊ะหน้าให้ดูจัดจ้านจัดเต็ม แต่งให้เหมือนไม่แต่ง เน้นธรรมชาติทั้งที่จริงๆแล้วแต่งหนักมากๆ  หลังจากหมกมุ่นอยู่กับการหาข้อมูล  ลองผิดลองถูกอยู่นาน ก็พอทราบสิ่งที่ควรและไม่ควรทำในการแต่งหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติบ้างแล้วล่ะ เรื่องที่นำมาแบ่งปันเพื่อนๆกันวันนี้ก็คือเทคนิควิธีการและสิ่งที่ควรหรือไม่ควรทำในการแต่งหน้า (ให้ดูเป็นธรรมชาติ)

เริ่มแรกเลยก่อนที่จะระบายสีสันใดๆลงบนใบหน้าสิ่งแรกที่ต้องทำคือการเตรียมผิวให้เรียบเนียน รองพื้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเพราะจะช่วยปกปิด รอยดำ รอยสิว ริ้วรอยต่างๆบนใบหน้าได้ดีทำให้สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้นด้วย ชนิดรองพื้นที่เลือกใช้ไม่ควรใช้รองพื้นเนื้อครีมเพราะจะดูหนาและหนักหน้า ให้ใช้รองพื้นชนิดน้ำจะดีที่สุดเพราะปกปิดได้ดีแต่ไม่ทำให้ดูหนาเตอะและต้องค่อยๆเกลี่ยไม่ให้เป็นคราบถ้าผิวเนียนความเป็นธรรมชาติจะยิ่งมีสูง แต่ถ้าทามากเกินไปก็ไม่โอเคนะเพราะจะก็ทำให้ดูหนาเหมือนสวมหน้ากากมากกว่าผิวเนื้อ จริงๆ แต่งแล้วโดนจับได้เลยว่าแต่งหน้ามา สีของรองพื้นก็สำคัญมากอันนี้เจอมากับตัวด้วยความที่อยากให้ตัวเองดูขาวใสมากขึ้นเลยไปซื้อรองพื้นสีอ่อนกว่าผิวจริงของตัวเองมาใช้ตอนออกจากบ้านก็มั่นใจดีอยู่หรอกแต่พอเจอเพื่อนเท่านั้นแหละหัวเราะกันยกใหญ่สาเหตุคือ หน้าเราขาวกว่าคอดูลอยเด่นมาแต่ไกล

เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากเป็น ‘มนุษย์หน้ากาก’ และ ‘มนุษย์หน้าขาว’ ก็เลือกสีรองพื้นกันดีๆแล้วอย่าลืมทาเลยลงมาที่คอด้วยนะจะได้เพิ่มความกลมกลืนทั้งผิวหน้าและคอ เสร็จแล้วลงแป้งโปร่งแสงทับแล้วปัดไฮไลท์ให้ผิวดูโกลว์เป็นเงาๆ ปรับผิวหน้าแล้ว ต่อมาเราก็มาแต่งตากัน จะสวยหรือไม่สวยอยู่ที่ตรงนี้แหละเพราะดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ ดวงตาคือสิ่งที่จะใช้ถ่ายทอดอารมณ์และคนอื่นจะต้องจ้องมองดวงตาเราเวลาคุยกันใช่ไหมล่ะการแต่งตาให้สวยดูเป็นธรรมชาติเราจะใช้อายแชว์โดว์สีอ่อนมากๆ  ทาพอให้ตาดูมีมิติ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สีเข้ม กรีดอายไลเนอร์ให้ชิดขอบตาให้มากที่สุดและไม่ต้องตวัดหางใดๆ  สีคิ้วให้เลือกใช้ให้ใกล้เคียงกับสีผมให้มากที่สุดและต้องปัดให้ดูบางเบาพอให้เป็นระเบียบ

ในการปัดขนตาข้อห้ามเลยระวังมาสคาร่าติดกันเป็นแพ ให้ค่อยๆปัดจนขนตาเรียงตัวสวยงอนยาวแน่ไม่เน้นความฟู  หน้าสวยตาสวยกันแล้วต่อมาก็คือแก้มและปาก สีแก้มควรใช้สีอ่อนๆระเรื่อๆไม่ควรปัดแก้มสีสดและสีแก้มก็ควรจะรับกับริมฝีปากด้วย คือแก้มสีอะไรปากก็ควรจะเป็นสีนั้น วิธีการทาปากให้ใช้ลิปสีอ่อนจะสีชมพูหรือส้มก็ได้ที่เข้ากับสีแก้มเริ่มจากด้านในแล้วทาไล่ออกไปด้านนอกเว้นบริเวณขอบปากเอาไว้  สุดท้ายก็ทาทับด้วบลิปกลอสสีใสๆ เท่านี้ก็ดูสวยใสแบบเป็นธรรมชาติแล้ว

ภาษิตโบราณที่ว่า ‘ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง’ ยังใช้ได้อยู่เสมอนะเพื่อนๆ แค่นี้ก็ดูสวยใส ไม่จัดจ้านเป็นธรรมชาติสุดๆแล้วล่ะ นี่เป็นแค่ลุคหนึ่งเท่านั้นในบรรดาการแต่งหน้าหลายๆแบบแต่ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้าลุคไหนๆก็ช่วยให้หน้าตาของเราดูดีขึ้นและช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเราเองด้วยล่ะ วันนี้ก็ขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อนเจอกันอีกทีคราวหน้าค่ะ

4.2

เสน่ห์บนพื้นไม้…ความงามที่ควรเลือกสรรให้เหมาะสม

4.1

การปูพื้นบ้านนอกจากการใช้กระเบื้องเป็นตัวแทนของงานสร้างสรรค์บ้านที่ได้รับความนิยมแล้ว การปูพื้นบ้านด้วยไม้ยังเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่จะช่วยเติมแต่งให้บ้านดูน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งบรรยากาศที่ทำให้บ้านดูคลาสสิค ตกแต่งในสไตล์วินเทจหรือบ้านแบบร่วมสมัย เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเป็นธรรมชาต เนื่องจากเสน่ห์ของพื้นไม้คือให้ความสบายตา ช่วยเสริมลวดลายที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการปูกระเบื้อง แต่ทว่าการปูพื้นไม้ในปัจจุบันมีให้เลือกใช้อย่างหลากหลายรูปแบบ ไม้แต่ละชนิดมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นอย่าลืมว่าก่อนเลือกปูพื้นบ้านทุกครั้งอย่าลืมวางแผนก่อนให้ดี จะได้เลือกสรรลายไม้ที่สวยงามและได้ดั่งใจกับสไตล์ของบ้านมากที่สุดค่ะ เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นเราลองมาทำความรู้จักกับเสน่ห์ของไม้ในแต่ละประเภทรวมไปถึงรูปแบบของไม้จำลองดังต่อไปนี้กันค่ะ

งานปูพื้นจากไม้จริง
ไม้จริงหรือที่เราเรียกกันว่า Solid wood เป็นไม้ที่เกิดจากการกลึงเอาไม้ธรรมชาติมาผ่านกระบวนการให้กลายเป็นชิ้นงานเอาไว้สำหรับปูพื้นบ้าน บรรยากาศที่จะได้รับจากงานไม้เหล่านี้คือความอบอุ่น สัมผัสได้ถึงความสบายตา เงียบสงบและดูมีมนต์ขลัง ลวดลายที่เกิดขึ้นเป็นไปตามธรรมชาติที่ไม่ผ่านการตกแต่งใดๆ ส่วนใหญ่ชนิดของเนื้อไม้ที่เลือกใช้ปูพื้นจะต้องมีความแข็งแรง เป็นชนิดไม้เนื้อแข็งเพื่อป้องกันการแตกร้าวเมื่อต้องรับน้ำหนักมาก อาทิเช่น ไม้มะค่า ไม้ประดู่ และอีกชนิดหนึ่งที่หาได้ยากมากในปัจจุบันอย่างไม้สัก แต่ข้อเสียของการนำเอาไม้จริงมาใช้ปูพื้นคือมันมีราคาแพง ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานในบ้านที่จำกัดงบประมาณ เนื่องจากไม้เริ่มหาได้ยาก อีกทั้งการดูแลยุ่งยากกว่ากระเบื้องปูพื้น โดยเฉพาะความชื้น ปลวก และการกัดแทะของแมลงอื่นๆ ตามธรรมชาติ ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษด้วย

4.2

พื้นไม้สังเคราะห์ทดแทนไม้จริง
ด้วยเทคโนโลยีของการผลิตในปัจจุบัน พื้นไม้เทียมเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะพื้นไม้แบบ “ลามิเนต” มีคุณสมบัติช่วยให้การปูพื้นบ้านเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น สามารภเข้ามทดแทนไม้จริงได้เป็นอย่างดี มีความทนทานสูง ไม่มีปัญหาเรื่องความชื้น ลวดลายสวยงามเหมือนธรรมชาติ ป้องกันรอยขูดขีดได้เป็นอย่างดี สามารถทำความสะอาดได้ง่าย ไม่มีปัญหาเชื้อรา สิ่งสกปรก แมลง และทนทานต่อการกัดกร่อนของสารเคมีอีกด้วย ส่วนข้อเสียของมันคืออายุการใช้งานจะอยู่ที่ 10-15 ปีเท่านั้น ไม่สามารถปรับแต่งลวดลายได้อย่างที่ต้องการ แต่สามารถโยกย้ายและปูพื้นใหม่อีกครั้งได้อย่างง่ายดายมากกว่าไม้จริง

4.3

ไม้ปาร์เก้อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับบ้านที่มีงบประมาณจำกัด
ไม้ปาร์เก้เป็นหนึ่งในไม้ที่ได้รับความนิยมและช่างเป็นชื่อที่คุ้นหูสำหรับงานสร้างบ้านเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีราคาถูกกว่าไม้จริง…แต่มันก็คือ ไม้จริงที่เหลือมาจากงานไม้ มีขนาดเป็นไม้ชิ้นเล็กๆ เอามาเรียงต่อกัน จึงทำให้มันกลายเปนวัสดุที่มีราคาถูก การปูที่ดีจะต้องระมัดระวังให้พื้นคอนกรีตแห้งสนิทเสียก่อน จากนั้นจึงตามด้วยการปูที่ต้องใส่ใจในรายละเอียดของตัวกาวที่ใช้ยึดเกาะระหว่างพื้นปูนกันแผ่นไม้ให้มีความคงทน ที่สำคัญจะต้องมีการทำกันซึมเอาไว้ตามร่องเพื่อป้องกันไมให้น้ำและความความชื้นเข้าไปทำลายเนื้อด้านล่างกับกาวจนส่งผลให้เกิดเชื้อราและอายุการใช้งานของไม้ที่หลุดล่อนออกมาได้ง่าย แถมการปูจนแน่นเกินไปก็อาจจะทำให้ไม้ปาร์เก้ขยายตัวและแตกออกจากกันอีกด้วย

หลังจากเลือกชนิดของไม้ตามที่ต้องการได้แล้ว เราก็ควรศึกษาข้อมูลวิธีการปูพื้นอย่างถูกวิธี เพื่อจะได้ช่วยให้การใช้งานของพื้นไม้ได้ยาวนานและเติมเต็มเสน่ห์ของบ้านให้สวยงามไม่เหมือนใครค่ะ

3.1

5 วิธีแก้ปัญหาสนามหญ้าที่จะช่วยให้สวนหน้าบ้านสมบูรณ์แบบดั่งใจ

3.1

ไม่ว่าสนามหญ้าหน้าบ้านของคุณจะสวยและน่าภาคภูมิใจสักแค่ไหน แต่มันก็ย่อมมีปัญหารบกวนใจเล็กๆ น้อยๆ ตามมาให้ต้องแก้ไขกันอยู่ดี ใครที่ปล่อยละเลยหรือดูแลไม่ถูกต้อง ก็มักจะทำให้สวยที่เคยสวยกลายเป็นสวนรกเรื้อไม่น่ามอง ทำให้บ้านที่เคยมีชีวิตชีวาดูหม่นหมองลงไปได้ เพราะฉะนั้น หากบ้านไหนที่มีสวนหญ้าหน้าบ้านเป็นของตัวเองและกำลังจะประสบปัญหาต่อไปก็ลองมาทำความรู้จักกับ 5 วิธีแก้ไขที่จะช่วยทำให้บ้านของคุณกลับมามีสีสันได้อีกครั้งกันค่ะ

1.หญ้าที่ปลูกไม่ยอมเขียว
หญ้าสีเขียวแสนสวย หนึ่งในบรรยากาศที่จะช่วยเติมเต็มให้บ้านดูมีเสน่ห์สวยงาม แต่ทว่าหลังจากการปูพื้นสนามลงไปแล้วกลับพบว่าจากสีเขียวที่กำลังสดใสของใบหญ้ากลายเป็นสีน้ำตาลขึ้นมาเรื่อยๆ แถมมันยังแพร่กระจายตัวเป็นหย่อมสีน้ำตาลไปทั่วบริเวณ แม้จะพยายามดูแลอย่างดีแต่กลับยังไม่พบสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา บางบ้านจึงปล่อยให้มันแห้งตายไปอย่างน่าเสียตาย ในความเป็นจริงปัญหานี้มักเกิดขึ้นจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่มาพร้อมกับความชื้น ความสมดุลระหว่างความชื้นที่ต้นหญ้าควรได้รับอาจจะมากเกินไปทำให้หญ้าต้องรับกับความชื้นในปริมาณสูง เป็นแหล่งเติบโตของเชื้อราและทำให้หญ้ากลายเป็นสีน้ำตาลขึ้นมานั่นเอง วิธีแก้ปัญหาเมื่อพบว่าหญ้าเริ่มเปลี่ยนสีคือ ลองใช้ปุ๋ยเติมลงไปเพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงให้ต้นหญ้า จากนั้นหยุดการให้น้ำสักพักหนึ่งเพื่อให้พื้นดินแห้งมากขึ้น รดน้ำแต่พอควรตามประเภทของหญ้าที่เลือกใช้ก็จะช่วยแก้ปัญหาพื้นสนามสีน้ำตาลได้แล้วล่ะค่ะ

2.หญ้าเฉาตายโดยไม่ทราบสาเหตุ
ปัญหาหญ้าเฉาตายหลังจากการปูเป็นประสบการณ์หนึ่งที่เจ้าของบ้านมักประสบกันจนเป็นเรื่องปกติ โดยทั่วไปหญ้าจะที่เฉาจะเกิดขึ้นบริเวณที่ดินที่เป็นเนินสูง หญ้าบริเวณนี้จะดูแลได้ยาก เฉาจนแห้งตายไปในที่สุด แต่ผู้คนก็ยังนิยมปลูกหญ้าในบริเวณนี้กันอยู่ เนื่องจากเสน่ห์ของหญ้าบนเนินจะให้ความสวยงามเมื่อมันสามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่ แต่ทว่าปัญหาอยู่ตรงที่ว่าบนเนินดินจะมีความชื้นน้อยและน้ำระเหยออกไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ทางที่ดีควรรดน้ำบริเวณนี้ให้มากขึ้น หรือติดสปริงเกอร์เอาไว้ใกล้ๆ เนินเพื่อช่วยให้น้ำซึมเข้าสู่ดินได้มากก่อนจะไหลลงไปตามสู่พื้นที่ต่ำ

3.2

3.เกิดช่องโหว่ของเนินดิน
ทุกคนที่ปูสนามหญ้าหน้าบ้านย่อมต้องการให้สีเขียวเหล่านี้ละเลงไปทั่วบริเวณอย่างสวยงามและหนาแน่นจนเต็มพื้นที่ เมื่อโลกในความฝันกับโลกแห่งความจริงดูสวนทางกัน ต้นหญ้าสีเขียวที่ควรปกคลุมปิดพื้นดินสีน้ำตาลจนมิดกลับพบว่ามันเกิดรอบโหว่ขึ้นมาเป็นหย่อมๆ บางส่วนไม่มีหญ้าปกคลุมอยู่เลย หรือบางแห่งก็มีร่องรอยของความแหว่งเว้าจนแลดูไม่น่ามอง สิ่งที่แก้ไขได้หากบริเวณมีเศษหญ้าอยู่ให้ขุดออกและปูด้วยหญ้าผืนใหม่จนครบ จากนั้นรดน้ำและดูแลให้ดี ไม่นานผืนหญ้าก็จะค่อยๆ เติบโตและกลับมาเขียวชะอุ่มได้ดังเดิมค่ะ

4.ต้นหญ้าไม่เป็นสีเขียวทั้งใบ
ผืนหญ้าที่อุดมสมบูรณ์โดยทั่วไป มักจะมีสีเขียวชะอุ่มตั้งแต่โคนต้นไปจนถึงส่วนปลายยอด แต่ในบางกรณีเราจะพบว่าบริเวณโคนต้นมีสีส้มออกเหลืองปะปนอยู่เล็กน้อยหรือออกเป็นสีสนิม ทำให้ต้นหญ้าดูไม่สวยงามอย่างที่ต้องการ ปัญหานี้มักเกิดขึ้นจากการขาดแคลนธาตุอาหารและน้ำของต้นหญ้า ส่งผลให้การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การดูแลก็แค่เพียงปรับมาบำรุงลำต้น้วยสารอาหารให้มากขึ้นและรดน้ำให้ชุ่มฉ่ำ ไม่นานสีสนิมที่เกิดขึ้นก็จะหายไปกลายเป็นทุ่งหญ้าที่มีชีวิตชีวาได้อีกครั้งดังเดิมแล้วล่ะค่ะ

3.3

5.ทำอย่างไรดีเมื่อนตกจนน้ำท่วมสนามหญ้า
เมื่อการปลูกหญ้าหน้าบ้านเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยภายนอกอย่างสภาพแสงแดด ลมและน้ำได้ เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน จะทำให้ปริมาณน้ำในสวนพุ่งสูงขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องรดน้ำ แม้มันจะเป็นผลดีต่อเจ้าของบ้าน แต่บางพื้นที่กลับพบว่ามีน้ำท่วมขังจนกลายเป็นแอ่งทำให้หญ้าต้องจมอยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะแบบนั้นตลอดหลายวัน การแก้ปัญหาก็จึงต้องเริ่มตั้งแต่รู้จักวางแผนล่วงหน้าก่อนเริ่มปูสนามหญ้า เลือกชนิดของหญ้าที่มีความทนทานต่อน้ำท่วม มีการจัดการระบายน้ำที่ดีและปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่หรือพุ่มไม้เอาไว้บริเวณพื้นที่ต่ำเพื่อให้ต้นไม้ได้ช่วยดูดซึมน้ำออกมา ลดการท่วมของให้น้อยลงได้อีกทางหนึ่งค่ะ

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นทางออกที่ดีสำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการจัดสวนหย่อมของตัวเองให้สวยงามตามที่คาดหวังเอาไว้ ทุ่งหญ้าสีเขียวที่ได้รับการดูแลอย่างครบวงจร คือหนึ่งในความสวยงามที่จะช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับบ้านของคุณได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

 

2.1

หลักในการเลือกปูสนามหญ้าเพื่อเสริมเสน่ห์ให้บ้านสวย

2.1

เสน่ห์ของหญ้าสีเขียวที่แต่งแต้มลงไปบนพื้นสวนหน้าบ้านคือ ความสวยงามที่เปรียบเสมือนปลายแปรงพู่กันระบายสีอิฐอันแข็งทื่อให้กลายเป็นสีเขียวนุ่มละมุนตา เป็นการช่วยสร้างบรรยากาศอันเงียบสงบและเย็นฉ่ำให้กับบ้านที่ดูแสนธรรมดากลายเป็นบ้านที่แวดล้อมไปด้วยความเขียวขจี การปูพื้นสนามหญ้าจึงเป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์ที่จะช่วยเติมเต็มความสวยงามร่มรื่นและเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้สวนหย่อมในมุมโปรดของคุณสมบูรณ์แบบมากขึ้น

ประโยชน์ของสนามหญ้านอกจากจะช่วยสร้างความสุขให้กับสมาชิกในครอบครัวแล้ว เรายังใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นสถานที่สำหรับการพักผ่อน โอบกอดอันนุ่มนวลของผืนหญ้าสีเขียวภายใต้พื้นที่อันเป็นส่วนตัว ให้สมาชิกภายในบ้านได้เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมส่วนตัวอย่างที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มที่

แต่ก่อนที่จะเริ่มลงมือปูสนามหญ้า เราลองมาทำความรู้จักกับประเภทของหญ้าที่เลือกใช้ว่าแบบไหนเหมาะสมกับสนามหญ้าภายในบ้านมากที่สุดกันค่ะ

หญ้ามาเลเซีย
เหมาะสำหรับพื้นที่สวนหย่อมที่ถูกจัดอยู่ในที่ร่ม ซึ่งหญ้าชนิดนี้จะสามารถเติบโตได้ดีในสถานที่ๆ มีแดดส่องมาเพียงรำไรเท่านั้น ยิ่งส่วนไหนของบ้านมีความชื้นมากพอก็จะยิ่งทำให้หญ้าชนิดนี้เขียวขจีและสวยงามได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ความสูงของหญ้าเติบโตไปอย่างช้าๆ เหมาะสำหรับเจ้าของบ้านที่ไม่ค่อยมีเวลา แต่ต้องให้น้ำอยู่พอสมควร ดังนั้นทางที่ดีควรติดสปริงเกอร์เอาไว้บริเวณใกล้เคียงเพื่อช่วยให้พื้นหญ้าชุ่มชื้นอยู่เสมอ

หญ้าญี่ปุ่น
หญ้าญี่ปุ่นก็คือหญ้าที่มักได้รับความนิยมให้นำมาจัดสวนในรูปแบบน่ารักๆ ตามสไตล์ของสวยญี่ปุ่นที่เราพบเห็นตามสถานที่พักหรือรีสอร์ทขนาดเล็ก เป็นเสน่ห์ของสวนที่จะช่วยสร้างสีสันให้กับตัวบ้านได้เป็นอย่างดี ตัวหญ้าจะแบ่งรูปแบบของใบเป็น 2 ประเภท มีทั้งใบกลมและใบกว้าง โดยทั่วไปแบบกลมจะให้ความละเอียดและหนาแน่นของพื้นหญ้าสีเขียวมากกว่า จึงได้รับความนิยมมากกว่า การปูพื้นหญ้าแบบนี้จะเหมาะกับสวนขนาดเล็ก เนื่องจากเติบโตช้ามากและต้องการน้ำมากเป็นพิเศษ การตัดตกแต่งหลังจากที่มันแพร่ขยายจนเต็มสวนหย่อมแล้ว วัชพืชอื่นๆ จะไม่สามารถแทงยอดขึ้นมาได้ ดังนั้นการดูแลเพียงแค่ใช้กรรไกรตัดให้ได้รูปตามที่ต้องการก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

หญ้าเบอร์มิวด้า
เหมาะสำหรับการปูภายในพื้นสนามทางเดินที่ต้องเหยียบย่ำอยู่เป็นประจำ เนื่องจากเป็นหญ้าที่ทนต่อการบอบช้ำได้สูง มีความนุ่มละมุนเท้า เนื่องจากตัวใบมีความละเอียดและนิ่มเป็นพิเศษ เป็นหนึ่งในหญ้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เหมาะสำหรับการปูบนพื้นที่กว้างใหญ่ อย่างสนามกอล์ฟ สวนหน้าบ้านที่ต้องเผชิญกับแสงแดดและความร้อน เป็นหญ้าที่ไม่ต้องเสียเวลาในการดูแล ทนต่อความแห้งแล้งและการท่วมขังของน้ำได้เป็นอย่างดี

2.2

หญ้านวลน้อย
อีกหนึ่งประเภทของหญ้าที่ทนต่อสภาพการเหยียบย่ำได้ดีพอๆ กับหญ้าเบอร์มิวด้า เหมาะสำหรับเจ้าของบ้านที่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลรักษา ปลูกง่าย ดูแลง่าย ขึ้นได้กับพื้นดินเกือบทุกประเภท มักนิยมเอามาใช้ปูบริเวณพื้นหน้าบ้านที่ต้องใช้สำหรับการทำกิจกรรม สนามเด็กเล่น หรือการปลูกในสวนสาธารณะสำหรับการออกกำลังกาย หญ้าชนิดนี้มีความสวยงามแต่อาจจะไม่มากเท่ากับหญ้าอื่นๆ แต่หากเทียบกับการใช้งานที่คงทนแล้วล่ะก็ หญ้านวลน้อยถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

เมื่อเราเริ่มลงมือออกแบบสนามหญ้าของตัวเองกันได้แล้ว ก็อย่าลืมที่จะเลือกใช้ประเภทของหญ้าที่ปูให้เหมาะสมกับการใช้งานและความสวยงามที่ต้องการ เพียงเท่านี้สวนหน้าบ้านก็จะช่วยสร้างความโดดเด่นและความเป็นธรรมชาติได้อย่างเต็มที่แล้วล่ะค่ะ

fishpond02

สร้างบรรยากาศสวนธรรมชาติภายในบ้านให้สมบูรณ์แบบด้วยบ่อปลา

fishpond01

หนึ่งในรูปแบบของการสร้างสรรค์บรรยากาศให้บ้านน่าอยู่อาศัยมากขึ้น นอกจากการจัสวนด้วเยหล่าต้นไม้และดอกไม้ที่จะช่วยสร้างความเป็นธรรมชาติให้กับมุมโปรดของเราให้ได้ผ่อนคลายในวิมานอันแสนสุขของเราแล้ว การออกแบบเพิ่มเติมด้วยบ่อปลาขนาดเล็กใหญ่ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ยังเป็นอีกรูปแบบของการเติมเต็มให้สวนหน้าบ้านของคุณได้รสชาติของความเป็นธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ดังนั้น หากใครสนใจเราลองมาทำความรู้จักการสร้างสรรค์บรรยากาศอันทรงเสน่ห์เช่นนี้ ที่จะโอบกอดให้การพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์กลายเป็นวันพิเศษในทุกๆ วันกันดีกว่าค่ะ

ข้อดีของการสร้างบ่อปลาให้เป็นส่วนหนึ่งของสวนธรรมชาติภายในบ้าน
บรรยากาศของบ่อปลาภายในบ้าน เราแนะนำว่าควรสร้างให้เป็นบ่อที่มีความใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด กล่าวคือการออกแบบจะต้องสอดคล้องเชื่อมโยงกับความสวยงามของต้นไม้สีเขียวที่แวดล้อมอยู่ เสมือนบ่อน้ำที่อยู่ในป่า ข้อดีของบ่อปลาสำหรับเจ้าของบ้านย่อมช่วยเป็นสถานที่ๆ จะช่วยให้เพลิดเพลินและรู้สึกผ่อนคลายกับภาพเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตที่แหวกว่ายอย่างมีชีวิตชีวา เป็นอีกหนึ่งมุมโปรดที่จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศอันน่าเบื่อให้เป็นมุมที่ใช้เอาไว้สำหรับการผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ส่วนปลาที่อาศัยอยู่ภายในบ่อก็ควรได้รับการดูแลอย่างดีตามธรรมชาติ มีขนาดของพื้นที่ๆ เหมาะสมให้ปลาได้สามารถแหวกว่ายได้อย่างเป็นอิสระ เพราะฉะนั้น การเลือกสร้างบ่อปลาที่ดีจะต้องคำนึงถึงขนาดของตัวปลาและชนิดของปลาว่ามีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากธรรมชาติของบ่อปลานอกบ้านย่อมให้ความแตกต่างจากการเลี้ยงในตู้ปลาเป็นอย่างมาก

บางบ้านอาจจะตกแต่งด้วยหินขนาดใหญ่ มีการสร้างสะพานเชื่อมเป็นทางข้ามเอาไว้ให้สมาชิกภายในบ้านได้ทำกิจกรรมร่วมกันในมุมโปรด นอกจากนี้ การสร้างบ่อปลายังเป็นข้อดีสำหรับการออกแบบตามหลักฮวงจุ้ย ช่วยเสริมคุณภาพให้กับผู้อยู่อาศัย เปรียบเสมือนบ่อเก็บทรัพย์ ยิ่งเป็นพันธุ์ปลาที่มีความหมายดีด้วยแล้วยิ่งจะช่วยเพิ่มสิริมงคลให้กับผู้อยู่อาศัยมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

fishpond02

หลักในการสร้างบ่อปลาเพื่อปลา
การสร้างบ่อปลาอย่างที่กล่าวไปบ้างแล้วเล็กน้อย ว่ามันเป็นสถานที่สำหรับอีกหนึ่งชีวิตที่จะได้แหวกว่ายอยู่ภายใต้ธรรมชาติที่ได้รับการออกแบบหรือจำลองแบบเสมือนธรรมชาติภายในป่า การออกแบบบ่อปลานอกจากจะสร้างขึ้นเพื่อให้เชื่อมโยงกับตัวบ้านและแมกไม้ต่างๆ ภายในสวนแล้วจะต้องคำนึงถึงปลาที่ใช้เลี้ยงด้วยว่ามันจะสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยหรือไม่ บ่อปลาที่ดีจึงเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของพวกมันที่จะต้องคำนึงถึงความสุขของการพักอาศัยไม่แพ้ไปกว่าเจ้าของบ้านเอง

หลักในการสร้างบ่อปลาที่ดี สำหรับมือใหม่ควรศึกษาทำความเข้าใจรายละเอียดให้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะบ้านหลังไหนที่มีพื้นที่จำกัดในการทำบ่อปลา ก็จำเป็นต้องเลือกสายพันธุ์ปลาที่ไม่เหมาะสมไม่ให้เกิดความอึดอัดยัดเยียด ความลึกและขนาดจะต้องมีความเหมาะสมเพียงพอ มีแสงแดดมากพอที่จะส่องลงไป แต่ไม่ควรเป็นแสงแดดที่แรงจนทำให้น้ำในบ่อร้อนจัด เนื่องจากแสงแดดมีส่วนช่วยให้พืชพันธุ์ภายในน้ำเติบโต ช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่ส่งผลทำให้น้ำเสีย ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำมีความใสสะอาดมากกว่าบ่อปลาที่อยู่ในที่ร่มเพียงอย่างเดียว

ที่สำคัญไปกว่านั้นแม้บ่อปลาจะต้องมีน้ำเป็นองค์ประกอบเพื่อให้ปลาแหวกว่าย แต่น้ำฝนกลับเป็นสิ่งต้องห้าม ดังนั้นตำแหน่งที่ดีของบ่อปลาจึงควรถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่ๆ น้ำฝนไหลผ่านเข้าถึงยาก เป็นบ่อที่ไม่อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นหญ้า หรืออยู่ใต้หลังคา เนื่องจากน้ำฝนจะทำให้น้ำขุ่น ปลาไม่สามารถปรับสภาพได้และเกิดอาการเจ็บป่วยตามมานั่นเองค่ะ

ยังมีอีกหลากหลายเรื่องราวการสร้างสรรค์บ่อปลาเพื่อสวนสวยภายในบ้าน การจะสร้างบ่อปลาให้สมบูรณ์แบบเจ้าของบ้านต้องคอยสังเกตและหมั่นดูแลรักษา ประสบการณ์ที่ได้รับจะค่อยๆ ปรับให้สวนหน้าบ้านกลายเป็นวิมานอันแสนสุขอย่างที่ทุกคนต้องการได้อย่างแน่นอนค่ะ

 

 

loading
×